เภสัชกรยุคใหม่ต้องมีความรู้มากกว่าเรื่องยา

418

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการออกกำลังกาย การรับประทานวิตามิน เกลือแร่ สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Complementary Medicines หรือ โภชนเภสัชภัณฑ์) เภสัชกรจึงจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทตามไปด้วย

มหาวิทยาลัยหลายแห่งที่จัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับเภสัชศาสตร์ เริ่มมีการเสริมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับวิตามิน เกลือแร่ สมุนไพรให้กับนักศึกษา แต่ยังเป็นสัดส่วนที่ไม่มากนัก ดังนั้น ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สถาบันแบลคมอร์ส จึงเข้ามามีบทบาทที่จะเสริมองค์ความรู้เหล่านี้ให้กับเภสัชกรของไทย โดยเปิดหลักสูตรComplementary Medicines Education (CMEd) ขึ้น

ดร. ภญ. อโนมา เจริญทรัพย์ ผู้จัดการด้านการศึกษา สถาบันแบลคมอร์ส ประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า สถาบันฯ ถูกจัดตั้งขึ้น เป็นองค์กรอิสระ ทำหน้าที่พัฒนาภาพรวมด้านสุขภาพของสังคมให้ดีขึ้น ผ่านทางการใช้โภชนเภสัชภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย โดยสถาบันฯจะเป็นแรงขับเคลื่อนด้านงานวิจัย การให้ความรู้ และให้คำแนะนำสำหรับการดูแลสุขภาพ พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ให้กับเภสัชกรและบุคลากรทางการแพทย์ ปัจจุบันสถาบันฯ ได้จัดตั้งขึ้นในหลายประเทศ เช่น ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ไทย มาเลเซีย

ในประเทศไทย พบว่า ในร้านจำหน่ายยามีสัดส่วนของวิตามิน เกลือแร่ สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Complementary Medicines หรือ โภชนเภสัชภัณฑ์)  กว่า 30%เภสัชกรชุมชนที่ปฏิบัติหน้าที่ในร้านยาซึ่งมีจำนวนประมาณ 10,000 คน มีความต้องการที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในเรื่อง Complementary Medicines หรือ โภชนเภสัชภัณฑ์  นอกจากนี้ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการสำรวจเกี่ยวกับความต้องการของเภสัชกรชุมชนทั่วประเทศ ถึงความสนใจที่จะเพิ่มความรู้เกี่ยวกับโภชนเภสัชภัณฑ์ ผลปรากฏว่ากว่า 90% มีความต้องการที่จะเรียนรู้ในเรื่องนี้ โดยระบุว่าผู้บริโภคมีการถามถึงผลิตภัณฑ์
เสริมตลอดจนวิธีการการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นโภชนาการหรือการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น

ดร.ภญ. อโนมา กล่าวต่อว่า เนื้อหาที่เภสัชกรไทยต้องการเรียนรู้ต่อเนื่อง มีลักษณะสอดคล้องกับโปรแกรมที่สถาบันฯ ได้วางหลักสูตร Complementary Medicines Education (CMEd) ไว้ จึงนำมาถ่ายทอดความรู้ โดยหลักสูตร แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ขั้นพื้นฐาน กลางและสูง โดยในขั้นพื้นฐาน เป็นการเรียนผ่านทางออนไลน์ (Online Modules) 7 บทเรียน

อาทิ ความรู้เกี่ยวกับโภชนเภสัชภัณฑ์  ความรู้เกี่ยวกับวิตามิน เกลือแร่ สมุนไพร การใช้โภชนเภสัชภัณฑ์อย่างปลอดภัย เป็นต้น หลังจากนั้นจะเป็นการเข้าอบรมในชั้นเรียน (Masterclass) ด้วยรูปแบบพิเศษโดยการใช้กรณีศึกษา และองค์ความรู้ทั้งหมดมาประยุกต์ใช้
ในการปฏิบัติ ซึ่งเภสัชกรที่ผ่านในระดับ Masterclass สามารถสะสมหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์ หรือ CPE เพื่อต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมในการประกอบอาชีพ และการอบรมระดับ Masterclass ถือเป็นจุดเด่นของหลักสูตร เพราะจะมีการหยิบยกกรณีศึกษาของผู้รับบริการจริงที่อาจจะมีการใช้ยาแผนปัจจุบันร่มด้วย  

เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับยาลดความดันบางกลุ่ม อาจจะเกิดปัญหาขาดแร่ธาตุสังกะสี  ดังนั้นการซักประวัติและอาการ เป็นสิ่งสำคัญและอาจแนะนำอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสี หรืออาจจำเป็นต้องเสริมผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ธาตุสังกะสี หากผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารนั้นได้พอเพียง นอกจากนี้ผู้ป่วย  ที่ต้องการใช้โภชนเภสัชภัณฑ์บางตัว แต่อาจขัดกับโรคประจำตัวที่เป็น เช่น หากผู้ป่วยที่มีระดับไขมันสูงได้รับยากลุ่มสเตติน อาจไม่สามารถที่จะรับประทานสมุนไพร St. John’s Wort ได้ เนื่องจากสมุนไพรดังกล่าวไปลดระดับยากลุ่มสเตติน  อาจพิจารณาเลือกสมุนไพรตัวอื่น  เป็นต้น

ทั้งนี้ สถาบันฯ มีเป้าหมายที่จะให้หลักสูตรComplementary Medicines Education (CMEd)มีส่วนในการช่วยยกระดับคุณภาพของเภสัชกรชุมชนไม่น้อยกว่า 3,000 คนให้มีความรู้ในเรื่องนี้อย่างแท้จริง เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เข้ารับบริการ ว่าเภสัชกรที่ผ่านมาอบรมหลักสูตร CMEd สามารถให้ความรู้ การใช้โภชนเภสัชภัณฑ์อย่างถูกต้องและถูกวิธี” ดร.ภญ. อโนมากล่าวในที่สุด

ด้าน ภญ.ชญาชล ชูตระกูล หนึ่งในผู้เข้าร่วมการอบรม กล่าวว่า จากการปฏิบัติหน้าที่เภสัชกรร้านยาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลากหลายสูตร หน้าที่ของเภสัชกรจึงไม่ใช่แค่เพียงการจ่ายยา แต่ต้องพร้อมที่จะให้คำปรึกษาคนไข้ ดูแลเรื่องของสุขภาพในแบบองค์รวม ดังนั้นจะต้องเรียนรู้และศึกษาข้อมูลใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะคนไข้จะมีการศึกษาข้อมูลที่ต้องการเข้ารับบริการเบื้องต้นมาด้วย ซึ่งหลักสูตรCMEd ที่ได้เรียนกับสถาบันแบลคมอร์สเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆทำให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับวิตามิน เกลือแร่ สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มขึ้น

ด้าน ภก.วสิษฐ์พล เตชะรุ่งโรจน์  กล่าวว่าความรู้ที่ได้รับจากการเข้าอบรมหลักสูตร CMEd ทำให้สามารถให้คำปรึกษากับคนไข้ที่เข้ามาในร้านยาได้ดีกว่าเดิม เพราะสมัยที่เรียนจะเป็นการเรียนเรื่องสมุนไพรแบบรวมๆ มีฤทธิ์ หรือสรรพคุณอย่างไรไม่ได้มีการเจาะจงไปที่โรคหรืออาการของผู้ป่วย แต่การเรียนในหลักสูตรนี้จะมีการหยิบยกกรณีผู้ป่วยขึ้นมา เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจในอาการของคนไข้ ทำให้สามารถรู้ว่าควรให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบไหนร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบันได้ ซึ่งเป็นความรู้เบื้องต้นที่เภสัชกรควรมี เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือและให้บริการถูกต้องและปลอดภัย